0 0
Read Time:8 Minute, 15 Second

“ศุภจี” เปิด 4 คณะทำงานเชื่อมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ รับมือโลก 5D ผนึก “รัฐ–เอกชน” ดันเกษตร–ชุมชน–SMEs–การท่องเที่ยว–การค้าระหว่างประเทศ สู่ผลลัพธ์จริง

“ศุภจี” เปิดภาพใหญ่เศรษฐกิจไทยรับโลกเปลี่ยนผ่าน ชู 5D ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ การกระจายความเสี่ยง เทคโนโลยีและ AI สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างประชากร ย้ำไทยต้องเปลี่ยนจาก “เรามีอะไร” เป็น “ตลาดต้องการอะไร” พร้อมขับเคลื่อนผ่าน 4 คณะทำงานภายใต้แนวคิด Cluster ดึงรัฐ–เอกชนทำงานร่วมกัน มุ่งสร้างผลลัพธ์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ขณะที่ “วีระศักดิ์” ชู Visitor Economy เปลี่ยนจากวัดจำนวนนักท่องเที่ยวสู่การสร้างประสบการณ์และมูลค่า “กอบศักดิ์” เดินหน้าต่อยอดข้อเสนอเกือบ 100 แนวทาง เน้นทำให้เกิดขึ้นจริง

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์และทิศทางการทำงานของคณะทำงานด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชนว่า วันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงของโลกในหลายมิติพร้อมกัน จึงไม่สามารถดำเนินเศรษฐกิจด้วยวิธีการแบบเดิมได้ โดยมองผ่าน 5D สำคัญ ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ (Decoupling) การกระจายความเสี่ยง (Diversification) เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI (Digital/AI) การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอน (Decarbonization) และโครงสร้างประชากร (Demographics) ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย

นางศุภจี กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ไทยต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะด้านการค้าและการตลาด โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เรามีอะไร” หรือ “เราจะผลิตอะไร” แต่ต้องถามว่า “ตลาดต้องการอะไร และเราจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร” พร้อมกระจายตลาด กระจายรายได้ และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ลงไปถึงทุกระดับ

 

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการทำงานแบบ Cluster หรือการบูรณาการข้ามกระทรวงและหน่วยงาน โดยนำภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาทำงานร่วมกัน เพราะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่สามารถต่างคนต่างเดินได้ แต่ต้องเดินไปด้วยกัน และแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผลสัมฤทธิ์จริง

 

สำหรับภารกิจด้านการค้า การผลิต การบริการ และเศรษฐกิจชุมชนที่รองนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบ ได้จัดตั้ง 4 คณะทำงาน เพื่อขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจให้ครอบคลุมทั้งระบบ ได้แก่ 1. คณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 2. คณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs 3. คณะทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy และ 4. คณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ

 

“เราไม่ได้ตั้งใจเป็นคณะกรรมการเพิ่มขึ้นอีกคณะหนึ่งจากที่มีแล้ว 320 คณะ แต่ตั้งใจตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง และสามารถวัดผลได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว” นางศุภจี กล่าว

 

สำหรับคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร นางศุภจี กล่าวว่า ต้องแก้ปัญหาเกษตรทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยประเทศไทยมีครัวเรือนเกษตรกรประมาณ 7.7 ล้านครัวเรือน หรือเกือบ 30% ของครัวเรือนทั้งประเทศ แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงประมาณ 8.8% ของ GDP จึงต้องยกระดับผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น

ในส่วนต้นน้ำ ต้องยกระดับการผลิต เทคโนโลยี และข้อมูล ในส่วนกลางน้ำต้องเพิ่มการแปรรูปและการเก็บรักษา เพื่อไม่ให้เกษตรกรต้องเร่งขายผลผลิตในช่วงที่มีผลผลิตออกมาก ขณะที่ปลายน้ำต้องขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากสามารถแปรรูปและเก็บรักษาผลผลิตได้ จะช่วยลดแรงกดดันจากฤดูกาลและทำให้รายได้ของเกษตรกรกระจายตัวได้ตลอดทั้งปี

 

รองนายกรัฐมนตรี ยกตัวอย่างว่า การส่งออกสินค้าเกษตรในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ยังติดลบประมาณ 3.2% แม้มีมูลค่ากว่า 800,000 ล้านบาท สะท้อนว่า ภาคเกษตรยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก หากสามารถยกระดับทั้งห่วงโซ่และเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรแปรรูปได้มากขึ้น

 

ด้านเศรษฐกิจชุมชน และ SMEs จะใช้แนวคิด “SME Journey” ดูแลผู้ประกอบการตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ การขยายกิจการ การก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ไปจนถึงการเป็น Regional Player โดยเน้นการยกระดับทักษะ เทคโนโลยี การเข้าถึงแหล่งทุน ช่องทางตลาด และการเชื่อมโยงเข้าสู่ Supply Chain ของธุรกิจขนาดใหญ่

 

ปัจจุบันประเทศไทยมี SMEs ประมาณ 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด และสร้างรายได้ประมาณ 35% ของ GDP ดังนั้น เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงทำให้ SMEs “อยู่รอด” แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้ผู้ประกอบการ เกิดง่าย โตง่าย และก้าวขึ้นเป็นผู้นำได้

นอกจากนี้ ยังต้องปลดล็อกอุปสรรคด้านกฎระเบียบและใบอนุญาต รวมถึงการพัฒนา SME ID และฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้ภาครัฐสามารถเข้าใจสถานะของผู้ประกอบการและออกแบบมาตรการช่วยเหลือได้ตรงจุด

 

ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy นางศุภจี กล่าวว่า ต้องเปลี่ยนจากการมองเพียง “จำนวนนักท่องเที่ยว” ไปสู่การมอง มูลค่าทางเศรษฐกิจและประสบการณ์ของผู้มาเยือน โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ว่า ผู้มาเยือนแต่ละกลุ่มเดินทางเข้ามาด้วยวัตถุประสงค์ใด และออกแบบสินค้า บริการ และประสบการณ์ให้ตอบโจทย์มากขึ้น

 

ปัจจุบันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่าประมาณ 1.44 ล้านล้านบาท หรือราว 8% ของ GDP ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและผู้มาเยือนสร้างรายได้ประมาณ 1.58 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา จึงมีโอกาสที่จะเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยว สินค้า บริการ และการลงทุนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย

 

ด้านการค้าระหว่างประเทศ จะมุ่งลดการกระจุกตัวของตลาดและผู้ประกอบการ โดยเดินหน้าขยายตลาดใหม่ ควบคู่กับรักษาตลาดเดิม เร่งใช้ประโยชน์จาก FTA และลดอุปสรรคทางการค้า รวมทั้งเพิ่ม Local Content และเชื่อม SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

 

นางศุภจี กล่าวว่า แม้การส่งออกของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้เติบโตประมาณ 17% ถือว่าเป็นผลงานที่ดีท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่ต้องมอง “ไส้ใน” ของตัวเลขด้วยว่าโครงสร้างการส่งออกมีความสมดุลเพียงใด โดยเฉพาะการกระจายตลาด การเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป และการเพิ่มการมีส่วนร่วมของ SMEs

 

“ด้านหนึ่งเราต้องนำสินค้าที่เรามีออกไปหาตลาด อีกด้านหนึ่งเราต้องนำตลาดเข้ามาหาสินค้าและบริการของเรา และแกนกลางที่สำคัญที่สุดคือเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทยต้องเติบโตไปพร้อมกัน” นางศุภจี กล่าว

“วีระศักดิ์” ชู Visitor Economy เปลี่ยน “นักท่องเที่ยว” เป็น “ผู้มาเยือน” สร้างประสบการณ์–กระจายรายได้

 

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy และคณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องปรับมุมมองจากการนับจำนวน “นักท่องเที่ยว” ไปสู่การทำความเข้าใจว่า ผู้มาเยือนแต่ละกลุ่มเดินทางเข้ามาเพื่ออะไร เพราะผู้เดินทางจำนวนมากไม่ได้เข้ามาเพื่อการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่อาจเดินทางมาเพื่อสุขภาพ การทำงาน การศึกษา กีฬา การพักผ่อน หรือประสบการณ์เฉพาะด้าน

 

ดังนั้น “Visitor Economy” จึงเป็นการออกแบบระบบเศรษฐกิจให้สามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ของผู้มาเยือนแต่ละกลุ่ม และเปลี่ยนประสบการณ์ที่ได้รับให้กลายเป็นการใช้จ่าย การลงทุน การกลับมาเยือนซ้ำ และการมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจของชุมชน

 

นายวีระศักดิ์ ระบุว่า “การท่องเที่ยวไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือ” และจำนวนผู้มาเยือนก็ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด สิ่งสำคัญคือประสบการณ์ที่ประเทศไทยส่งมอบ และทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกอยากมีส่วนร่วมกับชุมชน เศรษฐกิจ และประเทศไทย

 

ทั้งนี้ ยังต้องกระจายโอกาสจากเมืองหลักไปสู่เมืองรอง รวมถึง “เมืองรองในเมืองหลัก” และสร้างกิจกรรมใหม่ที่ทำให้ผู้มาเยือนมีเหตุผลที่จะใช้เวลาและใช้จ่ายในพื้นที่มากขึ้น โดยให้ชุมชนเป็นผู้ร่วมสร้างประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการ

“กอบศักดิ์” เดินหน้าเกือบ 100 ข้อเสนอ เน้น “รู้ปัญหาแล้วต้องแก้ให้ได้”

 

ด้านนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และคณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs กล่าวว่า คณะทำงานได้ประชุมมาแล้ว 2 ครั้ง และรวบรวมข้อเสนอได้เกือบ 100 ข้อเสนอ โดยจะไม่มุ่งจัดทำ “แผน” เพิ่มเติม แต่จะเน้นนำข้อเสนอที่มีอยู่ไปสู่การปฏิบัติ

 

“ประเทศไทยมีแผนเยอะแล้ว แต่หัวใจ คือ เรามีอุปสรรคและปัญหาที่รู้คำตอบอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมีคนลงมือแก้จุดนั้นให้ได้” นายกอบศักดิ์ กล่าว

 

สำหรับภาคเกษตร จะมุ่งยกระดับตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนด้วยเทคโนโลยี พัฒนาเครื่องจักรที่เหมาะสมกับพื้นที่เกษตรไทย การใช้โดรนและศูนย์บริการเครื่องจักรในชุมชน การยกระดับ Food Safety การพัฒนาฐานข้อมูลภาคเกษตรร่วมกัน การส่งเสริม Young Smart Farmer ตลอดจนการเพิ่มการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

 

ขณะเดียวกัน ยังเสนอแนวทางสร้างตลาดให้เกษตรกรผ่านช่องทางใหม่ ทั้งการเชื่อมโยงกับนิคมอุตสาหกรรม การพัฒนาช่องทาง E-commerce การลดต้นทุนโลจิสติกส์ และการเชื่อมตลาดต่างประเทศ เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในการขายมากขึ้น และลดการพึ่งพาตลาดเพียงช่องทางเดียว

 

สำหรับ SMEs จะเน้นการสร้าง “SME Journey” ตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจจนเติบโตเป็นผู้ประกอบการระดับโลก โดยมีแนวทางสำคัญ เช่น การลดขั้นตอนใบอนุญาต การจัดทำ SME ID และฐานข้อมูล การพัฒนานักบัญชีชุมชน การสร้างระบบ “Big Brother” ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ช่วยพัฒนาธุรกิจขนาดเล็ก การเชื่อม SMEs เข้าสู่ Supply Chain การยกระดับสินค้าและบรรจุภัณฑ์ การใช้ AI และดิจิทัล ตลอดจนการขยายช่องทางการตลาดออนไลน์

 

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ข้อเสนอทั้งหมดจะถูกจัดลำดับตามความพร้อม โดยเรื่องที่สามารถทำได้เร็วจะเร่งดำเนินการทันที ขณะที่เรื่องที่ต้องใช้เวลาในการวางระบบ เช่น ฐานข้อมูล จะเดินหน้าเป็นระยะ เพื่อให้เกิดทั้ง Quick Big Win ในช่วงประมาณ 6 เดือน–1 ปี และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะ 2–4 ปี

นางศุภจี กล่าวสรุปว่า การทำงานของทั้ง 4 คณะทำงานจะไม่ใช่การทำงานแบบแยกส่วน แต่ต้องบูรณาการตั้งแต่การติดตามแนวโน้มโลก การกำหนดนโยบาย การลงมือปฏิบัติ ไปจนถึงการวัดผล โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้เศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่น สามารถแข่งขันได้ และสร้างรายได้และโอกาสที่กระจายไปถึง เกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทย

 

“เราไม่ได้เดินจังหวะเดียว ต้องเดินทางไปหาตลาด ดึงตลาดเข้ามาหาเรา และแกนกลางที่เป็นแก่นของการทำงานทุกวันนี้ คือเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทยที่ต้องเติบโตไปพร้อมกัน”นางศุภจี กล่าว

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %

By admin

You missed